หน้าฝนทีไร มาทำงานสายกันเป็นแถวๆ เลยนะครับ Frank ก็ด้วย หรือบางคนถึงขั้นต้องลางานวันนั้นกันเลย เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมถนนในตัวเมืองที่ทำให้การจราจรเป็นอัมพาตกันกว่าค่อนกรุง Frank เป็นบ่อยครับเข้าใจจริงๆ ที่สำคัญมีรถหลายคันเลยนะครับที่จมน้ำอยู่บนถนนตามที่เราเห็นภาพข่าว เอ... แล้วน้ําท่วมรถประกันจ่ายไหม? หรือจะมีวิธีการตรวจสอบอย่างไรว่ารถของเราประกันครอบคลุมรถโดนน้ำท่วมไหม? ถ้าเราโชคร้ายเป็นหนึ่งในรถคันที่น้ำกำลังท่วมอยู่ มีขั้นตอนง่ายๆ 2 ขั้นตอนให้ตรวจดูกันครับ
เริ่มแรกเลยครับเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือ การตรวจดูความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่เราต่ออายุไว้ทุกปีกันก่อน ว่าครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติด้วยหรือไม่? ซึ่งความคุ้มครองตัวรถที่เอาประกันภัยที่ว่านี้คือ
ใครซื้อประกันชั้น 1, 2+ หรือ 3+ ไว้ก็โล่งใจไปได้ส่วนหนึ่งก่อนแล้วล่ะครับ ส่วนใครที่สงสัยเรื่องของความคุ้มครองต่างๆ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-106-5800 ได้นะครับ แต่ถ้าใครที่ยังไม่ได้ซื้อประกัน ลองกดเช็คเบี้ยประกันที่นี่ก่อนครับ
เมื่อรถเราเจอน้ำท่วม ทำตามขั้นตอนการเคลมง่ายๆ ได้เลยครับ
1. โทรแจ้งประกัน รอเจ้าหน้าที่ประกันมาประเมินความเสียหาย
2. รอประกันติดต่อกลับ
ความคุ้มครองประกันแบ่งความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นสองแบบคือ การสูญเสียโดยสิ้นเชิง กับ ความเสียหายบางส่วน
1.การสูญเสียโดยสิ้นเชิง
คือกรณีที่น้ำท่วมมิดคัน หรือ ท่วมเกินช่วงคอนโซลหน้า ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งห้องโดยสาร บริษัทประกันประเมินว่า ไม่คุ้มที่จะซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม จึงยินดีที่จะจ่ายเงิน 70-80% ของทุนประกันเพื่อเป็นการขอซื้อซากรถ
2.ความเสียหายบางส่วน
คือสามารถซ่อมกลับมาใช้ได้ ประกันภัยก็จะตีเป็นลักษณะความเสียหายบางส่วน บริษัทประกันจะรับผิดชอบซ่อมแซมรถให้กลับมาใช้งานได้ปกติ โดยที่ประกันรถยนต์นั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สถานการณ์ตอนที่เจอน้ำท่วม
ก่อนที่เราจะเดินทางไปในบริเวณที่มีข่าวน้ำท่วมขังสูง ที่ง่ายสุดคือให้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นซะ (ไม่ได้กวนนะครับ แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแล้วจริงๆ นะ) เพราะถ้าเราทราบอยู่แล้วว่าเส้นทางที่เราจะไปมีน้ำท่วมแล้วยังจะขับรถลุยไปให้ได้แล้วเครื่องดับกลางทาง งานนี้ทั้งประกันทั้งแอนตาซิลไม่จ่ายนะครับเพราะเราทราบอยู่แล้วว่าน้ำมันท่วมแล้วยังขับไปให้รถเสียอีก แต่ถ้าบังเอิญโชคดีสุดๆ ขับๆ ไปกลางทางเจอพายุฝนตกหนักมาก แล้วน้ำก็เอ่อท่วมขึ้นมาจนเครื่องรถเราดับหรือบางคันมีลอยตามน้ำที่ท่วมไปด้วยเลย งานนี้ก็แจ้งบริษัทประกันตามความเป็นจริงที่เราเจอเถอะครับ น้ำท่วมรถแบบหลังนี้เคลมได้นะครับ
แต่ถ้ามันสุวิสัยจริงๆ ยังไงก็ต้องขับฝ่าน้ำท่วมไปให้ได้ แล้วจะขับรถยนต์อย่างไรเพื่อเลี่ยงอาการเครื่องดับนั้น ก็เริ่มจาก
1. ตั้งสติก่อนครับ วางแผนดีๆ ว่าควรขับได้แค่ไหน
2. สังเกตความสูงของระดับน้ำโดยดูจากหลักถนนหรือเสาไฟฟ้าข้างทางเทียบกับความสูงของรถเราเรา ถ้าดูแล้วน่าจะรอดและจะขับต่อไป ให้ทำตามข้อต่อไปครับ
3. ปิดแอร์เลยครับ จังหวะนั้นไม่น่าร้อนแล้วล่ะ มือไม้น่าจะเย็นเฉียบแทน เพราะถ้าเปิดแอร์โอกาสที่รถจะดับมีสูงมากครับ
4. ปรับมาใช้เกียร์ต่ำ รถเกียร์กระปุกคือเกียร์ 1 หรือ 2 ถ้าเป็นรถเกียร์ออโต้ก็ให้ใช้เกียร์ L ขับช้าๆ เพราะน้ำท่วมขนาดนั้นศักยภาพการยึดเกาะของยางไม่ดีนักครับ
5. อย่าเร่งเครื่องยนต์ให้รอบสูงเด็ดขาดเพื่อป้องกันน้ำเข้าห้องเครื่อง ขับแบบนี้จนกว่าจะผ่านน้ำท่วมไปได้
6. เมื่อผ่านจุดที่ท่วมมาแล้วอย่าเพิ่งดับเครื่องยนต์นะครับให้รอซักพักจนไม่มีน้ำค้างอยู่ที่ท่อไอเสียแล้วค่อยดับเป็นอันใช้ได้ครับ
แม้ในที่สุด รถเราก็ดับแช่น้ำอยู่แบบนั้น ก็อย่าได้เสียใจไปครับ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบริษัทประกันรถยนต์ก่อนเลยครับเพื่อตรวจสอบดูว่ากรมธรรม์ของเราเป็นประเภทไหน? ครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือเปล่า? แล้วรอพนักงานเคลมประกันมาหาคุณครับ เค้าจะประสานงานเรื่องรถยก รถลาก ให้คุณเอง นั่งเย็นๆ รอความช่วยเหลือไปก่อนครับ
คำแนะนำดีๆ ที่มีประโยชน์แบบนี้ที่ Frank ยินดีมอบให้กับเพื่อนๆ ทุกคนเพราะอยากให้เห็นถึงความสำคัญของการทำประกันรถยนต์และเราอยากให้เพื่อนๆ เลือกทำประกันรถที่คุ้มค่าแก่การใช้งานให้มากที่สุด (ไหนๆ ก็ต้องทำอยู่แล้วทุกปีอยู่แล้วนะครับ) ถ้ามีคำถามหรือเหตุการณ์ที่ไม่แน่ใจเรื่องของประกันรถก็ถามเราได้เลยครับ เรื่องราวของคุณน่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้เอาไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้เช่นกันครับ